top of page
3.jpg
BG-BY-Final.png

การวางแผนย้ายระบบ ERP โรงพยาบาลสู่ On-Cloud เพื่อความคล่องตัวและการบริหารต้นทุนอย่างยั่งยืน

  • 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที

การบริหารจัดการสถานพยาบาลในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนสูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและเทคโนโลยีสารสนเทศ การเปลี่ยนผ่านระบบบริหารทรัพยากรองค์กร (ERP) จากระบบ On-Premise หรือการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร ไปสู่ระบบคลาวด์ (On-Cloud หรือ Hybrid Cloud) จึงกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บทความนี้รวบรวมข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ เหตุผลความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่าน ขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อย้ายข้อมูลอย่างราบรื่น ตลอดจนแนวทางการพิจารณาและเลือกสรรผู้ให้บริการที่มีความเข้าใจในบริบทของระบบสุขภาพ เพื่อให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีความคุ้มค่า ปลอดภัย และเป็นไปตามกฎหมายข้อบังคับอย่างสูงสุด


การวางแผนย้ายระบบ ERP โรงพยาบาลสู่ On-Cloud เพื่อความคล่องตัวและการบริหารต้นทุนอย่างยั่งยืน

Table of Contents



Key Takeaways

  • สถิติระดับโลกชี้ให้เห็นว่าโรงพยาบาลถึงร้อยละ 73 ได้เปลี่ยนผ่านมาใช้งานระบบไอทีแบบผสมผสาน (Mixed-IT Environments) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและรองรับปริมาณข้อมูลสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

  • ความจำเป็นในการเปลี่ยนระบบ ERP สู่คลาวด์ครอบคลุมถึงการรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การบูรณาการข้อมูลร่วมกับระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) การควบคุมต้นทุนรวม (TCO) และการปฏิบัติตามนโยบาย Cloud First Policy ของภาครัฐ

  • การย้ายระบบ ERP มีขั้นตอนสำคัญ 5 ระยะ ตั้งแต่การประเมินความพร้อมและระบบความสัมพันธ์ข้อมูล การเลือกโครงสร้าง การย้ายข้อมูลจริงในช่วงเวลาที่มีการใช้งานต่ำ ไปจนถึงการควบคุมและประเมินผลหลังระบบทำงาน

  • การพิจารณาเลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในระบบสาธารณสุขและมีทีมงานสนับสนุนในประเทศ เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การปรับแต่งระบบสอดคล้องกับมาตรฐานทางบัญชีและภาษีของไทย



การเตรียมความพร้อมโรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบ ERP สู่โครงสร้างคลาวด์


ความต้องการในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่รวดเร็วควบคู่กับการประมวลผลทางการเงินที่แม่นยำเป็นความท้าทายหลักของสถานพยาบาลในยุคดิจิทัล ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) ถือเป็นศูนย์กลางประสานงานของข้อมูลหลังบ้านที่มีผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การใช้งานระบบ ERP ในรูปแบบ On-Premise หรือการติดตั้งและติดตั้งเซิร์ฟเวอร์แบบเดิมภายในโรงพยาบาลเริ่มเผชิญกับข้อจำกัดในแง่ของความเร็วในการส่งข้อมูล ความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ On-Cloud หรือ Hybrid Cloud จึงเป็นก้าวสำคัญที่ฝ่ายบริหารโรงพยาบาลจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ


สถิติสัดส่วนการใช้งานเซิร์ฟเวอร์ในระบบบริการสุขภาพทั่วโลกและประเทศไทย


สถิติสัดส่วนการใช้งานเซิร์ฟเวอร์ในระบบบริการสุขภาพทั่วโลกและประเทศไทย

ในอดีต สถานพยาบาลและองค์กรขนาดใหญ่มักนิยมติดตั้งระบบเก็บข้อมูลและซอฟต์แวร์ประยุกต์ไว้บนอุปกรณ์ภายในพื้นที่หรือ On-Premise เป็นหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 70 ขององค์กรทั้งหมด เนื่องจากความกังวลในความปลอดภัยและการควบคุมข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเอง ทว่าปัจจุบัน ทิศทางการทำงานร่วมกันระหว่างระบบคลาวด์และหน่วยงานทางการแพทย์ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงาน Nutanix Enterprise Cloud Index (ECI) แสดงให้เห็นว่า กลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพและโรงพยาบาลมีสัดส่วนการใช้โมเดลไอทีแบบผสมผสาน (Mixed-IT Environments) สูงขึ้นถึงร้อยละ 73 ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนการใช้คลาวด์แบบผสมผสานหลายแหล่ง (Hybrid Multicloud) ในกลุ่มโรงพยาบาลได้ขยายตัวขึ้นจากร้อยละ 6 สู่ร้อยละ 16 ภายในระยะเวลาไม่นาน และคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 61 เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลและการรักษา สำหรับประเทศไทย ภาครัฐได้มีการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น แผนงานการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ที่ส่งเสริมการย้ายระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขอย่างน้อย 807 แห่ง จากทั้งหมด 901 แห่ง ขึ้นสู่ระบบคลาวด์เขต (Regional Cloud) และผลักดันให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อีกกว่า 4,507 แห่ง พัฒนาไปสู่ระบบ "รพ.สต. on cloud" ทั่วประเทศ


โมเดลระบบไอทีของโรงพยาบาล

อัตราการใช้งานในปัจจุบัน

แนวโน้มการเติบโตในอนาคต

ข้อดีหลักเชิงปฏิบัติการ

On-Premise (เซิร์ฟเวอร์ภายใน)

มีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง

คงเหลือเฉพาะระบบที่ต้องการจัดเก็บในพื้นที่

ทำงานได้แม้อินเทอร์เน็ตภายนอกขัดข้อง

On-Cloud (คลาวด์เต็มรูปแบบ)

เติบโตขึ้นในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลางและคลินิก

เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านรูปแบบ SaaS ERP

มีความยืดหยุ่นสูง ลดภาระค่าดูแลรักษาโครงสร้าง

Hybrid Cloud (คลาวด์แบบผสมผสาน)

ได้รับความนิยมสูงสุดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

คาดการณ์ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นสูง

เชื่อมโยงระบบคลินิกและความปลอดภัยทางการเงินได้ลงตัว


ปัจจัยสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านระบบ ERP ไปสู่ระบบคลาวด์และประโยชน์ที่ได้รับ


ปัจจัยสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านระบบ ERP ไปสู่ระบบคลาวด์และประโยชน์ที่ได้รับ

การตัดสินใจย้ายระบบ ERP จาก On-Premise ไปสู่ระบบคลาวด์ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของการจัดเก็บข้อมูล แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ระบบงานของโรงพยาบาลใน 4 มิติหลัก ดังต่อไปนี้


  1. การรองรับและการขยายความสามารถด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ระบบ On-Premise แบบดั้งเดิมมักประสบข้อจำกัดด้านทรัพยากรประมวลผล ทำให้ยากต่อการติดตั้งหรือเชื่อมต่อเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งสอดคล้องกับรายงานสถิติที่ระบุว่า ร้อยละ 82 ของผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงพยาบาลมองว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมของตนยังไม่มีความพร้อมเพียงพอต่อการรองรับงานประมวลผลของ AI การเปลี่ยนไปใช้คลาวด์จึงเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลสามารถเข้าถึงระบบทำนายความต้องการคลังยาอัจฉริยะ การจัดสรรบุคลากร ตลอดจนตารางเวรด้วย AI ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว


  1. การบูรณาการข้อมูลร่วมกับระบบสารสนเทศโรงพยาบาลได้อย่างไร้รอยต่อ

ระบบ ERP ที่ทำงานอยู่บนระบบคลาวด์จะเอื้ออำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านโครงสร้าง API-First และมาตรฐานข้อมูลสากลอย่าง HL7 FHIR (Fast Healthcare Interoperability Resources) ได้ง่ายยิ่งขึ้น ตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมคือกรณีศึกษาของโรงพยาบาลลาดพร้าว ที่เลือกบูรณาการระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (MEDHIS) หน้าบ้าน เข้ากับระบบ HealthBiz ERP ของ Backyard หลังบ้าน ส่งผลให้ข้อมูลธุรกรรมทางการแพทย์และการผสมยาของคนไข้สามารถไหลเวียนไปตัดยอดคลังสินค้าและลงบันทึกในสมุดบัญชีแยกประเภทได้แบบเรียลไทม์โดยอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดจากงาน Manual และส่งเสริมการเป็นโรงพยาบาลไร้กระดาษ (Paperless Hospital) ได้อย่างสมบูรณ์


  1. การบริหารจัดการและลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวม

การใช้ระบบ ERP บนคลาวด์ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อฮาร์ดแวร์ ค่าติดตั้งห้องดาต้าเซ็นเตอร์ และค่าบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์รายปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณจากรายจ่ายเพื่อการลงทุนก้อนใหญ่ (CAPEX) มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรายเดือนตามจริง (OPEX) มีรายงานวิเคราะห์ระบุว่า หากสถานพยาบาลทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รวมถึงประเทศไทย) มีการเปลี่ยนผ่านสู่คลาวด์ จะช่วยประหยัดงบประมาณด้านสุขภาพโดยรวมได้มากถึง 7.49 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนการลดต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 209,407 บาทต่อเตียงผู้ป่วย


  1. การสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายและนโยบายรัฐ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ประกาศนโยบายหลักอย่าง Cloud First Policy ซึ่งตั้งเป้าหมายในการย้ายข้อมูลภาครัฐร้อยละ 80 ไปสู่ระบบคลาวด์แบบผสมผสาน นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาลเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูง ระบบคลาวด์ที่ได้มาตรฐานสากลจะมีเทคโนโลยีเข้ารหัสและการสำรองข้อมูลอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉิน (Disaster Recovery) ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ซึ่งสถิติชี้ว่าโรงพยาบาลถึงร้อยละ 90 เคยประสบภัยคุกคามลักษณะนี้ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา


ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านระบบ ERP จาก On-Premise สู่ On-Cloud


ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านระบบ ERP จาก On-Premise สู่ On-Cloud

กระบวนการย้ายระบบ ERP ไปยังระบบคลาวด์จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นลำดับขั้นเพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูลความลับผู้ป่วยและหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อกิจกรรมการรักษาพยาบาล โดยมี 5 ขั้นตอนหลักดังนี้


ขั้นตอนที่ 1 การประเมินและวางแผนระบบงานเดิม (Assessment and Planning)

เริ่มต้นด้วยการรวบรวมรายการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบสารสนเทศทั้งหมดในสถานพยาบาล รวมถึงระบบย่อย เช่น คลังยา บัญชีเจ้าหนี้ และข้อมูลทะเบียนบุคลากร ดำเนินการจัดทำแผนผังความเชื่อมโยงของข้อมูล (Dependency Mapping) เพื่อทำความเข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่างระบบหน้าเคาน์เตอร์และระบบหลังบ้าน รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าทางการเงินและจัดตั้งดัชนีวัดผลความสำเร็จ (KPIs) ของโครงการ


ขั้นตอนที่ 2 การคัดเลือกกลยุทธ์และการออกแบบสภาพแวดล้อมระบบ (Strategy and Architecture Design)

พิจารณาเลือกกลยุทธ์การย้ายระบบที่เหมาะสมตามหลัก 6R's เช่น การย้ายตรงโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโค้ด (Rehost / Lift & Shift) การปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบนคลาวด์ (Replatform) หรือการสร้างระบบขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีแบบเปิด (Refactor / Rearchitect) ออกแบบสถาปัตยกรรมเครือข่ายและการเข้าถึงระบบ (Virtual Private Cloud และ IAM) รวมถึงแนวทางเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและคลาวด์ผ่านช่องทางส่วนตัวที่ปลอดภัย (VPN หรือ Private Connection)


ขั้นตอนที่ 3 การจัดระเบียบข้อมูลและการทดสอบนำร่อง (Preparation and Pilot Testing)

ดำเนินการทำความสะอาดข้อมูลเพื่อขจัดรายการซ้ำซ้อน จัดเตรียมโครงสร้างฐานข้อมูลปลายทางให้มีระเบียบตามรูปแบบความหมายข้อมูลที่เป็นสากล (Semantic Data) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อยอดนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในอนาคต จากนั้นให้ทำการทดสอบย้ายระบบตัวอย่างขนาดเล็กหรือระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริการฉุกเฉิน เพื่อตรวจสอบการทำงาน ความพร้อมของความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความเสถียรของระบบ


ขั้นตอนที่ 4 การดำเนินการย้ายข้อมูลจริงและการสลับระบบ (Execution and Cutover)

ดำเนินการถ่ายโอนข้อมูลหลักทั้งหมดด้วยซอฟต์แวร์อัตโนมัติอย่างปลอดภัย โดยกำหนดแผนการปิดระบบเพื่อสลับเปลี่ยนถ่ายข้อมูลในช่วงเวลาที่มีการเข้ารับบริการต่ำ (Off-peak hours) เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์หรือช่วงกลางคืน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ป่วยและการทำงานของแพทย์ พร้อมทั้งทำการปรับปรุงสิทธิ์การเข้าถึงและการตั้งชื่อโดเมน (DNS) เพื่อนำเส้นทางข้อมูลให้วิ่งไปสู่ระบบคลาวด์ตัวใหม่


ขั้นตอนที่ 5 การปรับปรุงประสิทธิภาพและการประเมินผลต่อเนื่อง (Optimization and Monitoring)

ติดตั้งเครื่องมือวัดผลและสังเกตการณ์ระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบความเร็ว ปริมาณการใช้พลังงานประมวลผล และค่าใช้จ่ายคลาวด์ในแต่ละเดือน จัดการอบรมให้บุคลากรผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่ฝ่ายจัดซื้อ เภสัชกร ตลอดจนผู้บริหาร ให้คุ้นชินกับการทำงานบนหน้าต่างและระบบการเชื่อมประสานแบบใหม่ผ่านเทคโนโลยีเว็บบนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพการบันทึกต้นทุนที่ถูกต้องตั้งแต่ขั้นแรกนี้จะเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลนำสูตรข้างต้นมาใช้ปันส่วนค่าใช้จ่ายทางตรงและทางอ้อมได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และตอบสนองงบกำไรขาดทุนได้แบบเรียลไทม์



ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาและการเลือกผู้ให้บริการวางระบบ ERP


เพื่อให้โครงการเปลี่ยนผ่านระบบ ERP ประสบความสำเร็จอย่างมีเสถียรภาพ สถานพยาบาลต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเชิงโครงสร้างและทางเลือกของผู้ให้บริการ ดังนี้


  • ความมั่นคงของข้อมูลและอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty): โรงพยาบาลถึงร้อยละ 80 ถือว่าเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลและความเป็นส่วนตัวเป็นปัจจัยอันดับแรกในการตัดสินใจเลือกโครงสร้างพื้นฐาน การเลือกใช้คลาวด์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภายในประเทศหรือการเลือกผู้ให้บริการที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานระดับสากลในไทย จะช่วยให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบของ PDPA และความปลอดภัยของข้อมูลเป็นไปได้อย่างถูกต้อง

  • การเชื่อมต่อระหว่างคลินิกและการเงินที่ลื่นไหล: ควรมุ่งเน้นระบบ ERP ที่เข้าใจกระบวนการทำงานในโรงพยาบาลอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์เฉพาะทางอย่าง HealthBiz ERP จากแบ็คยาร์ด ที่ถูกออกแบบบนโครงสร้างระบบโมดูลาร์เปิดอย่าง Odoo ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้สอดคล้องกับระเบียบการจัดซื้อยาและการจ่ายเงินของประกันในท้องถิ่นได้ง่ายโดยใช้เวลาน้อยลง

  • การทำงานร่วมกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในระบบสุขภาพของไทย: การดูแลภาษีสรรพากรและมาตรฐานการบัญชีของไทย เช่น การทำธุรกรรมหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 3, 53) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เป็นความท้าทายของระบบ ERP สัญชาติต่างประเทศ การพิจารณาเลือกผู้พัฒนาในประเทศที่เข้าใจแนวทางปฏิบัติงานพร้อมมีทีมดูแลในไทยคอยประสานงาน จึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยในการรักษาเสถียรภาพของธุรกิจการรักษาพยาบาลในระยะยา



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการย้ายระบบ ERP สู่ระบบคลาวด์ในโรงพยาบาล


การย้ายข้อมูลสุขภาพขึ้นสู่ระบบคลาวด์มีความเสี่ยงต่อการละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือไม่?

หากมีการออกแบบระบบความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศที่รัดกุมตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 27001 การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์มาตรฐานจะมีสถิติความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สูงกว่าการจัดเก็บเองในโรงพยาบาล เนื่องจากมีระบบการเข้ารหัสข้อมูลที่หนาแน่น มีบริการกำกับดูแลสิทธิ์การเข้าถึงที่ละเอียด และผู้ให้บริการคลาวด์มีสัญญาคุ้มครองความเป็นเจ้าของข้อมูลแก่โรงพยาบาลอย่างสมบูรณ์แบบ

กรณีที่ระบบอินเทอร์เน็ตของโรงพยาบาลขัดข้อง ระบบ ERP On-Cloud จะยังคงทำงานได้ตามปกติหรือไม่

หากอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ข้อมูลบน On-Cloud จะไม่สามารถเข้าถึงได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโรงพยาบาลขนาดกลางขึ้นไปนิยมปรับใช้สถาปัตยกรรมแบบ Hybrid Cloud โดยให้ระบบบันทึกข้อมูลจากระบบ HIS ทำงานคู่ขนานบนเซิร์ฟเวอร์ภายในเพื่อการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และจะทำการซิงก์เชื่อมโยงข้อมูลสู่ระบบ ERP บนคลาวด์หลังบ้านแบบอัตโนมัติเมื่อระบบกลับมาเป็นปกติ

ระยะเวลาและเงินลงทุนในการย้ายระบบ ERP สู่คลาวด์สำหรับสถานพยาบาลคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในระยะยาวอย่างไร

การติดตั้งระบบ ERP ที่ยืดหยุ่น เช่น HealthBiz ERP ของ Backyard จะใช้ระยะเวลาเตรียมการและขึ้นระบบจริงอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป แล้วแต่ความต้องการของแต่ละสถานพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนแฝง เช่น ค่าไฟจากห้องเซิร์ฟเวอร์ ค่าจัดจ้างโปรแกรมเมอร์เฉพาะทาง และประหยัดพลังงานโดยรวมลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับระบบแบบติดตั้งภายใน


การตัดสินใจย้ายระบบ ERP สู่โครงสร้างคลาวด์หรือคลาวด์แบบผสมผสาน ไม่ใช่เพียงเรื่องความทันสมัยด้านไอที แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการอยู่รอดและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานพยาบาลยุคใหม่ การบูรณาการข้อมูลยา การเงิน และการจัดซื้อไว้บนคลาวด์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อไปยังระบบ HIS โดยตรง จะส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลาดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ช่วยลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน ตลอดจนเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนทางการเงินของสถานพยาบาลให้มีความมั่นคงแข็งแกร่งอย่างแท้จริง



HealthBiz พาร์ตเนอร์ที่เข้าใจทุกขั้นตอนธุรกิจ

สนใจติดต่อและปรึกษาแนวทางการเชื่อมประสานระบบโรงพยาบาล


สำหรับโรงพยาบาลและคลินิกที่ต้องการคำแนะนำในการประเมินโครงสร้างไอทีและสนใจวางระบบ HealthBiz ERP ร่วมกับระบบสารสนเทศอื่น ๆ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายของสถานพยาบาลดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ สามารถติดต่อและสอบถามทีมผู้เชี่ยวชาญของแบ็คยาร์ดเพื่อรับการออกแบบโครงสร้างระบบที่สอดรับกับความต้องการในการรักษาพยาบาล


📍ติดต่อทีมงานเราได้ที่ 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10.00-18.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์)

📍กรอกข้อมูลให้เราติดต่อกลับได้ ที่นี่



References
3.jpg

พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรแล้วหรือยัง?

ติดต่อทีมงาน Backyard

ทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมติดต่อกลับ เพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

bottom of page