top of page
3.jpg
BG-BY-Final.png

ERP On-Premise vs. ERP On-Cloud: เลือกรากฐานดิจิทัลแบบไหน ให้ธุรกิจไปได้ไกลและมั่นคงที่สุด?

  • 26 ก.พ.
  • ยาว 2 นาที

การเลือกวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเปรียบเสมือนการเลือกวางฐานรากของอาคาร หากฐานรากมีความยืดหยุ่นไม่เพียงพอ เมื่อธุรกิจขยายตัวข้ามขีดจำกัดเดิม ฐานรากนั้นอาจกลายเป็นจุดเปราะบางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงขององค์กรได้ ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด การตัดสินใจเลือกระหว่างระบบที่ติดตั้งในองค์กรกับระบบที่รันบนเครือข่ายระดับโลกจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารงาน


ERP On-Premise vs. On-Cloud: เลือกรากฐานดิจิทัลแบบไหนให้ธุรกิจมั่นคง

Table of Contents

Key Takeaways : ทำไมต้อง ERP On-cloud
  • ความยืดหยุ่น: ระบบ Cloud รองรับการปรับขนาดธุรกิจได้ดีกว่าโดยไม่เสียเวลาติดตั้งอุปกรณ์

  • ความปลอดภัย: มาตรฐาน Cloud สากลมีระบบสำรองข้อมูลที่แข็งแกร่งกว่าการจัดเก็บเองเพียงจุดเดียว

  • ความคุ้มค่า: เปลี่ยนภาระเงินลงทุนก้อนโตเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้ตามจริง

  • ความต่อเนื่อง: การเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time จากทุกที่ช่วยลดคอขวดในการบริหารจัดการ



ความแตกต่างของ ERP On-premise และ On-cloud

ก่อนจะพิจารณาในรายละเอียด จำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามพื้นฐานของทั้งสองระบบ ดังนี้

  • ERP On-Premise: คือรูปแบบการติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของบริษัทเอง องค์กรต้องรับผิดชอบทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์ Hardware การติดตั้งระบบทำความเย็น การวางระบบเครือข่าย และการจ้างบุคลากรไอทีมาดูแลบำรุงรักษาโดยเฉพาะ

  • ERP On-Cloud: คือการใช้งานซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยตัวระบบและข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้บนโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการ Cloud ระดับสากล องค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนในอุปกรณ์ Hardware ของตนเอง แต่เป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันบนระบบที่มีความปลอดภัยสูงและเข้าถึงได้จากทุกที่


ERP On-Premise vs. On-Cloud: เลือกรากฐานดิจิทัลแบบไหนให้ธุรกิจมั่นคง

การวิเคราะห์เปรียบเทียบในมิติต่างๆ ระหว่าง On-premise และ On-cloud

เจาะลึกถึงข้อแตกต่างในด้านขีดความสามารถ มาตรฐานความปลอดภัย ความคล่องตัวในการใช้งาน และความคุ้มค่าเชิงบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าแต่ละระบบส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร


1. ขีดความสามารถในการขยายตัว (Scalability on Demand)

ERP On-premise

ERP On-cloud

การขยายระบบมักมีข้อจำกัดด้าน Hardware หากปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่เครื่อง Server จะรับไหว องค์กรจำเป็นต้องจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่มาเพิ่มเติม ซึ่งมีขั้นตอนการเปรียบเทียบราคา การสั่งซื้อ และการติดตั้งที่ใช้เวลานาน ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อการเติบโตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ทันท่วงที

มอบความยืดหยุ่นที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง สามารถปรับเพิ่มความเร็วในการประมวลผลหรือขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ผ่านหน้าจอควบคุมออนไลน์ รองรับการขยายตัวของธุรกิจได้แบบ Real-time โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานที่กำลังดำเนินอยู่


2. มาตรฐานความปลอดภัยและการป้องกันภัยคุกคาม (Security Standards)

ERP On-premise

ERP On-cloud

ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของทีมไอทีในองค์กรและการวางระบบป้องกันรายบริษัท ซึ่งมักมีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางกายภาพ เช่น ไฟไหม้หรือน้ำท่วม รวมถึงความเสี่ยงจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่หากไม่มีการสำรองข้อมูลแยกส่วนอย่างเป็นระบบ การกู้คืนข้อมูลอาจทำได้ยากหรือสูญเสียไปทั้งหมด

ข้อมูลถูกจัดเก็บภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล มีการเข้ารหัสข้อมูลที่หนาแน่น และมีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ (Automated Backup) ในหลายพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ (Redundancy) ทำให้โอกาสที่ข้อมูลจะสูญหายมีน้อยมาก และสามารถกู้คืนระบบให้กลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดคิด


3. การเชื่อมต่อและการเข้าถึงข้อมูล (Mobility & Connectivity)

ERP On-premise

ERP On-cloud

การใช้งานจากภายนอกสำนักงานต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การทำ VPN ซึ่งอาจประสบปัญหาความล่าช้าของสัญญาณ (Latency) และความเสถียรในการเชื่อมต่อ ทำให้การทำงานนอกสถานที่หรือการติดตามข้อมูลแบบนาทีต่อนาทีทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานยุคใหม่ที่ไร้พรมแดน ข้อมูลเชื่อมโยงผ่าน Cloud ทำให้การเข้าถึง Dashboard เพื่อดูสถานะสต็อกหรือยอดขายผ่านมือถือทำได้ทันทีจากทุกมุมโลก ช่วยให้กระบวนการตัดสินใจและการอนุมัติงานทำได้อย่างต่อเนื่อง


4. การวิเคราะห์ความคุ้มค่าและต้นทุน (Total Cost of Ownership)

ERP On-premise

ERP On-cloud

เน้นการลงทุนหนักในตอนต้น (CAPEX) ทั้งค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และค่าอุปกรณ์ รวมถึงมีต้นทุนแฝงในระยะยาว เช่น ค่าไฟฟ้าสำหรับเปิด Server ตลอด 24 ชั่วโมง และค่าใช้จ่ายในการอัปเกรดระบบเมื่อตกรุ่น

เปลี่ยนงบลงทุนเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (OPEX) ในรูปแบบรายเดือนหรือรายปี ช่วยให้บริหารจัดการกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนในอุปกรณ์ที่มีค่าเสื่อมราคาสูง


สรุปความแตกต่างของ On-premise และ On-cloud ในการดำเนินธุรกิจ

หัวข้อเปรียบเทียบ

ERP On-premise

ERP On-cloud

รูปแบบการลงทุน

เงินลงทุนก้อนใหญ่ (CAPEX)

ค่าใช้จ่ายรายเดือน/ปี (OPEX)

การขยายระบบ

ต้องซื้อและติดตั้ง Hardware เพิ่ม

ปรับเพิ่มได้ทันที (Scalability)

ความปลอดภัยข้อมูล

ดูแลง่ายในพื้นที่ แต่เสี่ยงภัยทางกายภาพ

มาตรฐานสากล มี Backup หลายชั้น

การดูแลระบบ

ต้องมีทีม IT ประจำเพื่อซ่อมบำรุง

ผู้ให้บริการดูแลระบบส่วนกลางให้

การเข้าถึงข้อมูล

จำกัดพื้นที่ หรือต้องผ่าน VPN

ใช้งานได้ทุกที่ผ่านอินเทอร์เน็ต

ความทันสมัย

ต้องจ่ายค่าอัปเกรดเวอร์ชันใหม่

อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ให้อัตโนมัติ



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือก ERP On-cloud


การเลือกใช้ ERP On-Cloud จะส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวของข้อมูลธุรกิจอย่างไร เมื่อเทียบกับการเก็บข้อมูลไว้ใน Server ภายในออฟฟิศตนเอง?

ในเชิงกฎหมายและสัญญาการให้บริการ ข้อมูลยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กร 100% เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จัดเก็บไปยังพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยทางดิจิทัลที่เข้มงวดกว่า การเก็บข้อมูลไว้บน Cloud มาตรฐานสากลช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงทางกายภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ทั้งในขณะจัดเก็บและขณะรับส่ง ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับที่สถาบันการเงินเลือกใช้

หากในอนาคตต้องการย้ายข้อมูลจากระบบ Cloud กลับมาเป็น On-Premise หรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ สามารถทำได้หรือไม่?

สามารถทำได้โดยผ่านกระบวนการส่งออกข้อมูล (Data Export) ตามโครงฐานข้อมูลมาตรฐานที่ระบบกำหนดไว้ การเลือกใช้ระบบที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นจะช่วยให้การย้ายฐานข้อมูลทำได้เป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การวางแผนโครงสร้างข้อมูลให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้นใช้งาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลในระยะยาวมีความคล่องตัว ไม่ว่าจะเลือกติดตั้งบนสภาพแวดล้อมใดก็ตาม


การตัดสินใจเลือกรากฐานดิจิทัลให้องค์กรในปัจจุบัน จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งความมั่นคงในระยะยาวและความคล่องตัวในระยะสั้น ระบบ On-Cloud ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยลดภาระด้านการดูแลโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ซับซ้อน และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้โฟกัสกับการดำเนินธุรกิจเชิงกลยุทธ์อย่างเต็มที่



วางรากฐานสู่ความสำเร็จที่มั่นคงกับ NEXAR ERP 

เตรียมระบบหลังบ้านให้พร้อมรับการเติบโตด้วยระบบ Cloud ERP ที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยที่สุด ติดต่อทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก NEXAR เพื่อประเมินความคุ้มค่าสำหรับธุรกิจได้ทันที


NEXAR ระบบ SaaS ERP สำหรับธุรกิจไทยที่พร้อมเติบโต

📍ดูรายละเอียด NEXAR ERP ได้ ที่นี่

📍ติดต่อทีมงานเราได้ที่ 063-814-4225 (ในเวลาทำการ 10.00-18.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์)

📍กรอกข้อมูลให้เราติดต่อกลับได้ ที่นี่

3.jpg

พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรแล้วหรือยัง?

ติดต่อทีมงาน Backyard

ทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมติดต่อกลับ เพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

bottom of page